หัวใจของโดมิโน่ ฟิล์ม

หัวใจของโดมิโน่ ฟิล์ม
Making a 4 x 100 Relay Run Film & Breath a New Life of the Text. Forget conventional film adaptation and re-create the magic of Anything Goes Cinema.* * * ครั้งแรกในประเทศไทยที่นักเขียนระดับแนวหน้า รวมใจลงแขกกับนักทำหนังสั้นแบบไม่เกรงใจสูตรคร่ำครึ ปฏิวัติการดัดแปลงวรรณกรรมรูปแบบใหม่ ให้เป็นการด้นเกมแห่งเสียงอักษรไหลสุดขอบจินตนาการภาพ ด้วยโจทย์ต้นเรื่องของนักเขียนที่จุดประกายให้คนทำหนังสั้น 4 คน ต่อ-แต่งเรื่องเล่าตามใจชอบ เกิดเป็นหนังยาว 2 ชั่วโมงในวงเงินเพียง 5 แสนบาท ท้าทายการสร้างหนังในระบบธุรกิจ เพราะทุกคนสามารถมีสิทธิ์สนับสนุนหนังโดมิโน่ ด้วยการร่วมบริจาคทุนสร้าง

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทหนังโดมิโน่ ความเศร้าของภูตผี ของ แดนอรัญ แสงทอง ในปรากฏ

บทหนังโดมิโน่ ความเศร้าของภูตผี ของ แดนอรัญ แสงทอง
ที่ FilmVirus จัดสร้างโดยเงินระดมทุนประมาณหนึ่งแสนกว่าบาท


หาอ่านได้จากนิตยสารปรากฏ


ปรากฏ 01

วารสารวรรณกรรมไทยร่วมสมัย
Thai Contemporary Literary Journal
ฉบับที่1 (ม.ค.-มิ.ย.57)

จัดพิมพ์โดยสำนักศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย

แจกฟรี ที่หอศิลป์ปทุมวัน
และดาวน์โหลดให้อ่านฟรี ที่นี่ http://bookmoby.com/2014/02/11/prakod-01/

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

ภาพยนตร์ Domino Film Experiment เรื่อง ความเศร้าของภูตผี ดัดแปลงจากต้นร่างโจทย์ ของ แดนอรัญ แสงทอง


                                               


ภาพยนตร์จากสี่หนุ่มโดมิโน่ โดยฟิล์มไวรัส (ดัดแปลงจากโจทย์ต้นฉบับของ แดนอรัญ แสงทอง) ตัดต่อร่างแรกเสร็จแล้ว ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนับสนุนบริจาคเงินร่วมสร้าง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสาร ไบโอสโคป เดือนมกราคม 2556 (ปกยุทธการถล่มบินลาเดน)

ทราย อินทิรา เจริญปุระ, เจนจิรา พงพัศ, นวลปณต เขียนภักดี, ดุจดาว วัฒนปกรณ์ บุญใหญ๋, สุมณฑา สวนผลรัตน์ และนักแสดงรับเชิญอีกมากมาย

โปสเตอร์โดย 
Wichit Horyingsawad

อัพเดทข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Domino Film Experiment: https://www.facebook.com/pages/Domino-Film-Experiment/120586338019880


วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

2 สมาชิกหนังโดมิโน่ มีดีจะอวดที่หอศิลป์กรุงเทพ

เข้ จุฬณาณนนท์ ร่วมกับเพื่อนอีกหลายคนร่วมแสดงงานศิลปะ Politics of Me ที่หอศิลป์กรุงเทพ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ร่วมเป็นภัณฑรักษ์)



Politics of ME

นิทรรศการศิลปะเพื่อการมองโลกระดับปัจเจก

วัน : 28 มิถุนายน - 29 กรกฎาคม 2555

สถานที่: ห้องนิทรรศการชั้น 9

ผู้จัด : หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร


http://www.bacc.or.th/exhibition/detail/guid/c185a7dab79427fcf7a32dc5683bda20



และ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ร่วมเสวนากับอาจารย์สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ และ คุณ ภาณุ อารี ในงาน Film Production in Asian Seminar ที่หอศิลป์กรุงเทพ ฯ

วันที่: วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม 2555

เวลา: 13.00 – 15.00 น.

สถานที่: Auditorium ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

http://bisff.com/?page_id=89

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Fast and Dangerous


แม้จะถ่ายทำยังไม่เสร็จ แต่หนังโดมิโน่เริ่มเข้าสู่วาระแห่งการตัดต่อแล้ว
เร่งปิดกล้องในเร็ว ๆ นี้เพื่อให้เปิดตัวทันปลายปีในงาน World Film Festival of Bangkok

วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

And Domino Film Goes On

And Domino Film Goes On

หนังโดมิโน่จากโจทย์ “ความเศร้าของภูตผี” ของ แดนอรัญ แสงทอง ซึ่งท่านผู้มีอุปการะคุณทั้งหลายได้สมทบทุนบริจาคมาประมาณหนึ่งแสนกว่าบาทนั้น 
ขณะนี้ขอแจ้งให้ทราบว่า
หนังได้ทยอยถ่ายทำไปบ้างแล้วที่จังหวัดหนองคาย โดยได้รับเกียรติจากป้าเจน – เจนจิรา พงพัศ มาร่วมสนุกกับทีมงานหนังโดมิโน่ และได้เอื้อเฟื้อที่พัก อาหาร และขนม และมอบความอบอุ่นให้แก่ผู้กำกับหนุ่มทั้งสี่ของเราอย่างดี 

คอหนังคงรู้จักป้าเจนกันดี  นักแสดงเจ้าประจำในหนังของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล  (ซึ่งผู้กำกับปาล์มทองเมืองคานส์ได้ร่วมลงขันให้แก่ภาพยนตร์ของเราด้วย – ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้)  น้ำใจจากป้าเจนที่มาร่วมสนุกกับทีมงาน พวกเราขอแสดงความขอบคุณอย่างซาบซึ้งสูงสุด ณ ที่นี้
และทีมงานหนังโดมิโน่ยังคงเดินหน้าถ่ายทำต่อไปอยู่ในขณะนี้ โดยล่าสุดได้รับเกียรติจาก ราชินีแห่งวงการภาพยนตร์ ทราย – อินทิรา เจริญปุระ และสองนักแสดงชั้นแนวหน้าของวงการเพอร์ฟอร์มานซ์ – ละครเวทีอิสระ อย่าง ดุจดาว วัฒนปกรณ์ และ นวลปณต เขียนภักดี ซึ่งได้ร่วมแสดงในฉากใหญ่ที่ The Reading Room  เมื่อวันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555


ทั้งนี้สินทรัพย์เพียงน้อยที่เรามีเป็นทุน คงไม่สามารถตอบแทน หรือเทียบได้กับความร่วมมือร่วมใจของคณะนักแสดงที่มาร่วมลงแรงโดยไม่เรียกร้องสิ่งใดนอกจากความสุขกับการทำงานสร้างสรรค์ ยิ่งต้องคารวะกับน้ำใจน้ำแรงจากผู้มีอุปการะคุณทุกท่านซึ่งมอบให้กับทีมงานหนังของเราจนลุล่วงมาปานนี้  ขอแจ้งให้ทราบว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ได้ใช้อย่างมัธยัสถ์ และได้พยายามจัดทำบัญชีรายจ่ายให้สมควรกับความเหมาะสม

ความคืบหน้าของหนังโดมิโน่ จะทยอยมาแจ้งให้ทราบครับท่าน

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

เปิดกล้องหนัง Domino Film จากโจทย์ของ แดนอรัญ แสงทอง

Domino Film Experiment Starts now!



แม้จะสมทบทุนได้น้อยเพียง 1 แสนต้น ๆ แต่ปฏิบัติการหนังโดมิโน่ก็ตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อ


และมันได้เริ่มขึ้นแล้ว


ศุกร์ 30 มีนาคม 2555 นัดวันซ้อมและทดลองเสื้อผ้านักแสดง
พลังของดุจดาว และ นวลปณต สองดาวประกายแห่งวงการละครเวทีที่สอดรับกันอย่างทรงพลัง


วินาที่ที่ดุเดือดดังกับการประกบคู่ของ Liv Ullmann กับ Bibi Anderson ใน Persona ของ Ingmar Bergman


การซ้อมผ่านไปด้วยดีและเป็นไปอย่างที่ผู้กำกับโดมิโน่คนแรก- วชร กัณหา ต้องการ
แต่วันนัดวันถ่ายจริงคือเดือนพฤษภาคม ถัดจากนี้จะยกกองไปหนองคายถ่ายป้าเจนในวันที่ 6 เมษายน



(ขอบคุณนักแสดงทั้งสอง น้องส้มและ เกี๊ยว THE READING ROOM ซึ่งเอื้อเฟื่อสถานที่)

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

ได้ฤกษ์ถ่ายทำ

ช้าดีกว่าไม่มา หนังโดมิโน่ที่สร้างจากต้นเรื่องของ แดนอรัญ แสงทอง กำลังจะเริ่มถ่ายทำแล้ว เริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ศิลปกรรมหนังโดมิโน่

หนังโดมิโน่กำลังอยู่ในระหว่างเตรียมงานถ่ายทำ คาดว่าหากไม่ติดปัญหาน้ำท่วมหรืออื่น ๆ คงจะเริ่มถ่ายทำได้ในเดือนธันวาคม

(ภาพประกอบ- จากภาพศิลปะของ วชร กัณหา 1 ในสมาชิกทีมสร้างหนังโดมิโน่ ซึ่งภาพนี้จะใช้ประกอบฉากในเรื่อง)

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

ปิดออฟฟิศโดมิโน่

คืนพื้นที่ ปิดออฟฟิศหนังโดมิโน่

หอศิลป์กรุงเทพ ฯ อนุญาตให้ใช้ 20 วัน
แล้วค่อยหาที่ทำงานใหม่ต่อไป



วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โดมิโน่รวมตัวอีกครั้ง


จารึกไว้ว่า วันพฤหัสที่ 18 สิงหาคม 2554 :

ทีมงานหนังโดมิโน่ ได้นัดรวมตัวประชุมครบองค์ประชุม 4 คน เป็นครั้งแรกในรอบเดือน หลังจากนี้งานคงจะได้เริ่มเดินหน้าแล้ว

ขณะนี้ ค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มวางแผนงานยังเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของทีมงานแต่ละคน และยังไม่มีการเบิกค่าใช้จ่ายทุนสร้างที่ได้รับมาจากทุกท่านแต่อย่างใด

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เปิดออฟฟิศชั่วคราวหนังโดมิโน่ - Domino Film Office

ด้วยความเอื้อเฟื้อของ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ได้เอื้อเฟื้อให้ทีมหนังคนยากได้มีห้องทำงานใจกลางเมืองหลวง ณ สี่แยกปทุมวัน เป็นเวลา 1 เดือน จึงขอแสดงความขอบคุณมา ณ ที่นี้

แม้การทำหนังเรื่องยาวด้วยเงินเพียง 1 แสนกว่าบาทจะเป็นเรื่องพิสดารไกลปืนเที่ยง แต่ทีมงานหนังโดมิโน่ก็จะก้าวต่อไปข้างหน้าตามแผนเดิม

(คุณ สุชาติ สวัสดิ์ศรี 1 ในนักเขียนโดมิโน่ / ศิลปินทัศนศิลป์ และบรรณาธิการ "ช่อการะเกด" ให้เกียรติเยี่ยมชม)

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

We Can’t Go Home Again


เป็นที่แน่นอนว่าทุนเกาหลีไม่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และบริษัทกระทรวงทบวงกรมก็ไม่สนับสนุนเรา ทีมงานหนังโดมิโน่ ขอตัดสินใจดับเครื่องชนนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะเริ่มปฏิบัติงานพัฒนาบทหนังภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเตรียมตัวถ่ายทำหนังทุนกระจิบของเราภายในเดือนตุลาคมเป็นอย่างช้า จึงเรียนมาเพื่อทุกท่านทราบ

ลำดับต่อไป ได้แต่หวังว่าบริษัทกล้องจะเอื้อเฟื้อให้เรายืมกล้องและอุปกรณ์ในการถ่ายทำ

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แจ้งทุกท่านทราบ

แจ้งทุกท่านทราบ

เงินบริจาคที่ทุกท่านมอบให้โครงการหนังโดมิโน่และรวบรวมได้ในขณะนี้ประมาณ 1 แสน 4 พันกว่าบาทนั้น ทางทีมงานขอน้อมรับไว้ด้วยความขอบคุณยิ่ง (ติดตามคลิ้กดูยอดเงินปัจจุบันได้ที่ลิ้งค์ด้านล่าง http://dominofilm.blogspot.com/2011/04/supporters.html)

บัดนี้ทางทีมงานขอแจ้งให้ทราบว่า เรายังพยายามติดต่อหาเงินทุนสมทบจากเอกชนและองค์กรต่าง ๆ อยู่ไม่เลิกรา แม้ว่าความหวังจะมีน้อยนัก แต่เราก็จะรอต่อไปจนถึง 31 กรกฎาคมนี้ อย่างน้อยก่อนต้นเดือนสิงหาคม เราคงจะทราบผลเงินทุนเกาหลีที่เรารอคอย หากถึงวันนั้นสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ก็เป็นที่แน่นอนว่าเราต้องพยายามบริหารเงินทุน 1 แสนกว่าบาท หรือเท่าที่มีในวันนี้ ให้ออกมาเป็นหนังที่ดูดีที่สุด

ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบหรือความช่วยเหลือจากจากจังหวัดเพชรบุรี หรือจากหน่วยงานใด ๆ ในกรุงเทพ ฯ ผลบวกประการเดียวที่ดูมีความหมายและสมเหตุผลที่สุด ณ เวลาปัจจุบันยังคงเป็นการกึ่งตกลงชั้นแรกในข้อเสนอที่เรายื่นให้กับทางลพบุรี นั่นคือส่วนของการเอื้อเฟื้อที่พักและบริการรถตู้ 1 คัน (ในช่วงเวลาจำกัดที่ต้องตกลงกันเพิ่มเติมในรายละเอียด) ทั้งนี้ทางทีมงานยังต้องปรึกษาหารือกันต่อไปว่าจะเลือกถ่ายทำที่ใดที่เหมาะสมกับทุกคน รวมถึงเรื่องของลักษณะแผนงานที่จะเริ่มเป็นรูปธรรมในเดือนสิงหาคม

หากผู้ใดสนใจเอื้อเฟื้อห้องเปล่า พร้อมน้ำไฟ สำหรับเป็นสำนักงานโดมิโน่ชั่วคราว เป็นเวลา 1 หรือ 2 เดือน กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยจะเป็นพระคุณมาก

ทีมงานผู้จัดทำหนังโดมิโน่

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นัดคุยทุนโดมิโน่ ลพบุรี


ทุนหนังโดมิโน่ นัดคุยกับ ททท ลพบุรี วันศุกร์นี้ 10 โมงเช้า

หากใครต้องการช่วยเหลือด้านโลเกชั่น เงินสนับสนุน เครื่องมือ และนักแสดง โปรดติดต่อเรา

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ลพบุรี - หาทุนต้องรอภาคต่อ


กลับจากลพบุรีมือเปล่า

ทุนหนังโดมิโน่ยังไม่คืบหน้า

แต่อาทิตย์หน้า จะพยายามนัดพบท่านผู้บริหารอีกครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ของเหลวแห่งแสงอันเป็นภัยใกล้ตัวของยายหมอน

ของเหลวแห่งแสงอันเป็นภัยใกล้ตัวของยายหมอน
โดย Filmsick

(บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Vote ติดต่อกัน 3 ฉบับระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2554)


ยายหมอนนั้นอาศัยอยู่ในสลัมซึ่งข้างๆ บ้านของแกนั้นเป็นที่รกร้าง แกเรียกมันว่าเป็นสวนของแก สวนซึ่งบางวันคนข้างบ้านก็มาเล่นเป็นนายทหารต่อต้านสงครามอิสราเอล ปาเลสไตน์ วันหนึ่งยายหมอนพบว่าข้างบ้านแกมีคนมาสร้างพิพิธภัณฑ์อะไรก็ไม่รู้ในชั่วข้ามคืน ตั้งชื่อว่า พิพิธภัณฑ์แห่งแสง แต่ในพิพิธภัณฑ์กลับมืดสนิท ยายหมอนเดินเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โดยการคลำทางไปในความมืด มีแสงไฟฉายส่องใบหน้าของแกที่เดินเข้าไปในความมืด แกหลงทางวนเวียนอยู่ในนั้น แล้วกลับมาโผล่ออกที่ดอนเมือง โดยไม่รู้ตัว การท่องพิพิธภัณฑ์ของแกโดนบันทึกภาพไว้โดยนักศึกษาคนหนึ่ง เขาเอาเรื่องของแกไปตัดต่อเป็นหนังสยองขวัญส่งอาจารย์ โดยทำลายขนบหนังสยองขวัญทั้งหมดที่เคยมีลง ผลก็คืออาจารย์โมโหมากไอ้เด็กสอนไม่รู้จักจำ อาจารย์เผลอหลุดสบถ ขณะคอมเมนท์งานซึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะแกคันคะเยอจากอาการผื่นแพ้ หรือเพราะโมโหกันแน่ อาจารย์คอมเมนท์ทุกฉากในหนังเรื่องนั้น คอมเมนท์ดุเดือดจนน่าตระหนกตกใจราวกับแกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์ หลังเสร็จงานอาจารย์ไม่สามารถทนอาการคันคะเยอได้อีกต่อไป เขาไปพบหมอผู้ซึ่งบอกว่าปัญหาของเขาเกิดจากภาวะภูมิไวเกินต่อสารคัดหลั่งของชายคนรัก นั่นยิ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแย่ลง หนังแย่ยายแก่ของลูกศิษย์ที่เขาไม่ชอบหน้า อาการคันคะเยอไม่รู้จบ คนรักที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมีอะไรด้วยทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก ถึงที่สุดอาจารย์คนดังกล่าวจึงออกไปข้างนอกและถูกงูผีกัดตาย

ข้างบนนั่นไม่ใช่เรื่องย่อของหนังสั้นเรื่องใหม่ของใครทั้งสิ้น หากมันคือการจับเอาหนังสั้นจำนวนหนึ่งของผู้กำกับ 4 คนที่เรากำลังจะกล่าวถึงมายำร้อยเรียงรวมกัน แถมด้วยบางฉากบางตอนจากบทประพันธ์ของนักเขียนนามอุโฆษ 5 ท่าน คือ สุชาติ สวัสดิ์ศรี, แดนอรัญ แสงทอง, อุทิศ เหมะมูล, ปราบดา หยุ่น และ อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียนนามอุโฆษเหล่านี้ผู้ซึ่งจะมอบต้นฉบับมาเป็นหัวเชื้อในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์แบบโดมิโน อันหมายความว่าผู้กำกับทั้งสี่ (เจ้าของหนังสั้นที่เรายืมพล็อตมาเรียงใหม่ด้านบน) จะลงมือร้อยต่อเรื่องราวจากต้นทางสร้างขึ้นเป็นหนังส่วนแรกและส่งไม้ต่อไปให้ผู้กำกับคนต่อไปได้สานเรื่องเดิมต่อจนกลายเป็นหนังยาว 1 เรื่อง ภายใต้กรอบจำกัดของตัวละครชุดเดิม แต่เรื่องสามารถขยายออกไปได้หลากมิติ เราเรียกโปรเจคต์นี้กันสั้นๆ ว่า โดมิโปรเจ็คต์ ซึ่งทุกท่านสามารถอ่านเกี่ยวกับโปรเจ็คต์ดังกล่าว รวมถึงร่วมมือลงขันสนับสนุนโปรเจ็คต์นี้ได้ที่บล็อกนี้ http://dominofilm.blogspot.com/ หรือโทร ฟิล์มไวรัส – 086-490-6295, 02-925-0141

แต่หากประวัติของผู้กำกับที่คุณได้จากข้อมูลในบล็อกของโปรเจ็คต์ยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ ผมขออนุญาตรับหน้าที่ขยายความถึงความน่าสนใจของผู้กำกับแต่ละคนที่อาจจะไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน แต่ได้มาวนเวียนมีส่วนร่วมอยู่ในงานชิ้นนี้

ของเหลวที่หลั่งจากจักรวรรดิทางภาษาของชุติมา

เด็กผู้หญิงที่ค้นพบว่าย่าสั่งซื้อดิลโดทางไปรษณีย์ และได้รับค่าจ้างจากคุณย่าในการทำให้นางอิ่มซึ้งถึงเพศรส เด็กสาวที่นอนกับผู้ชายไปทั่ว และแทนที่จะรับค่าจ้างกลับยินดีจ่ายให้ชายที่มานอนกับเธอ เธอแท้งตอนเคารพเพลงชาติและไม่ได้ยี่หระกับคุณค่าความเป็นหญิงอื่นใด ศิลปินสาวแม่นางแก้วมังกรที่เปิดบ้านให้ผู้ชมได้พบกับงานศิลปะชิ้นใหม่นั่นคือการเดินเข้ามารับชมเธอ, ศิลปินกระทำการช่วยตัวเอง หรือคู่รักชายชายที่กำลังเจอมรสุมชีวิตรักเนื่องจากฝ่ายหนึ่งเกิดอาการผื่นแพ้รุนแรงต่อสารคัดหลั่งจากร่างกายของอีกฝ่ายหนึ่ง เหล่านี้คือบรรดาตัวละครพิลึกพิลั่นของรัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค

ผู้หญิงและประเด็นทางเพศของเธอ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหนังของรัชฎ์ภูมิมาตลอด ตัวละครหญิงของเขาก้าวข้ามเส้นขีดแบ่งทางศีลธรรมอย่าสนุกสนานและไม่ยี่หระใน ‘Ma vie incomplet et inachevee’ ที่เล่าเรื่องแบบสุดกู่ ทั้งการมีเซ็กส์กันในครอบครัว การมีเซ็กส์ของเด็กและคนแก่ อาการวิปริตของผู้คนในครอบครัว แถมทั้งหมดยังมาในรูปอนิเมชั่นสีสันสดใส พากย์เสียงภาษาฝรั่งเศส ส่วน ‘ชุติมา’ มีพล็อตว่าด้วยสาวสกอยท์กับความเป็นหญิงขาย(ซื้อ)บริการและความเป็นแม่ของเธอ ส่วน ‘ออกเสียงไม่ได้ในจักรวรรดิทางภาษาของคุณ’ ก็ล้อเล่นกับพรมแดนของศิลปะและความเป็นหญิง กระทั่งใน ‘ของเหลวที่หลั่งจากกาย’ หนังยาวสำหรับจบการศึกษาของรัชฏ์ภูมิ ที่มีตัวละครหลักเป็นคู่รักเกย์ เรายังสามารถพบเจอตัวละครหญิงอย่างคุณหมอในชุดส่าหรีเก๋ไก๋ ที่ก้อร่อก้อติกคนไข้แบบเปิดเผยตรงไปตรงมา ไหนจะการ ‘แฉนางชี’ที่ทนทุกข์เพราะบังเกิดความใคร่ในสถานภาวนาอีกเล่า!

แน่นอนว่านี่สุ่มเสี่ยงจะเป็นเพียงแฟนตาซีเพ้อฝันของผู้ชาย แต่ในทุกตัวละครหญิงของรัชฏ์ภูมิล้วนไม่มีประนีประนอม พวกเธอก้าวล้ำข้ามเส้นโดยไม่ได้เป็นตัวตลกเปิ่นเป๋อ (มันจะถูกนำเสนอออกมานเชิงขบขัน) ในทางตรงกันข้ามการกระทำของพวกเธอนั้น เข้าขั้นท้าทายการรับรู้ความเป็นหญิงของสังคมหลัก การนิยามเป้าหมาย หน้าที่ของความเป็นหญิงในสังคมชายเป็นใหญ่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่รัชฏ์ภูมิสนใจเป็นอย่างยิ่ง

หากเลยพ้นไปจากหนัง ตัวหนังสั้นของรัชฏ์ภูมิยังเกาเกี่ยวอยู่กับสุนทรียศาสตร์พิศวงผิดที่ผิดทางอีกด้วย ในหนังของเขามีทั้งอาการแผ่นกระตุกโดยตั้งใจที่ส่งผลไปถึงชีวิตตัวละคร มีสิ่งประหลาดๆ อย่างเช่นการตัดต่อที่ไม่เนียนโดยจงใจให้เห็นว่าเป็นหนัง การที่ตัวละครพากันทำกิจกรรมพิลึกพิลั่น อย่างไร้ที่มาที่ไปไร้เหตุไร้ผล ไม่เกี่ยวข้ออันใดกับตัวเรื่อง หรือกระทั้งฉากแทรกสอดที่โผล่พรวดเข้ามากลางเรื่องแล้วจากไปโดยไม่บอกกล่าว (เช่นอยู่ดีๆกล้องก็ถ่ายตัวละครผ่านการเทน้ำใส่แก้วทีละน้อยจนเต็ม หรือการที่ภาพเขียนที่ฝาผนังเคลื่อนขึ้นลงไปมาซ้ายทีขวาทีในทุกครั้งที่มีการตัดต่อ) การแสดงให้เห็นว่าเป็นหนัง การเอาแน่เอานอนออะไรไม่ได้ การเอาแต่ใจในตัวเรื่องทำให้หนังของรัชฏ์ภูมิดูเหมือนจะจู่ๆ สร้างเรื่องเล่าซ้อนเป็นฟิล์มบางๆ อีกชั้นขึ้นเคลือบคลุมชั้นของตัวเรื่องเดิม นั่นคือการถามหาตำแหน่งแห่งที่ในความเป็น ‘แค่เรื่องเล่า’ ของตัวเรื่องเล่านั้นเอง

ฆาตรกรรมสวาทประหลาดเปรูทำให้ซาตานหายตัวไปในพิพิธภัณฑ์แห่งแสง

เฉลิมเกียรติ แซ่หย่องเริ่มปรากฏตัวในเทศกาลหนังสั้นสองปีก่อนกับหนังประหลาดๆที่ชื่อ PERU TIME (กู่ก้องร้องบอกรักนิรันดร)ที่เป็นเพียงการถ่ายภาพของทุ่งหญ้าริมทางอันมีปั้นจั่นยักษ์เคลื่อนไหวอยู่ไกลๆ กล้องตั้งนิ่งยาวนานตลอดเวลาเกือบแปดนาที ฉากเดียวเดี่ยวโดดแทรกด้วยการขึ้นตัวหนังสือภาษาต่างดาววกไปวนมา หนังทำให้หลายคนเหวอ หลายคนปฏิเสธ และหลายคนตื่นเต้น ตามด้วย ‘ฆาตรกรรมสวาท ประหลาดน่านฟ้า ทำให้คนหายตัวไป’ หนังยอกย้อนซ่อนกลที่อุดมไปด้วยการขึ้น text แสร้งให้เห็นว่าห้องน้ำมหาวิทยาลัย เป็นห้องน้ำในสนามบินสุวรรณภูมิ เด็กนักศึกษาเป็นแอร์โฮสเตส และเล่าคดีฆาตกรรมลึกลับกับแบบต่อหน้าต่อตาโดยผ่านการขึ้นข้อความขึ้นซับไตเติ้ล สับสนวกวนยอกย้อน ในปีต่อมา เฉลิมเกียรติไปไกลมากขึ้นด้วย ‘คำพิพากษาของซาตาน’ หนังที่เล่าเรื่องเขาพระวิหาร สัตว์สูญพันธ์ กรณีพิพาทเหลืองแดง โดยอาศัยภาพแทนประหลาดๆ อย่างเช่นชายผู้ถูกยิงตายในทุ่งร้างข้างบิ๊กซี (ขึ้นข้อความว่าประเทศในแถบอเมริกาใต้) หรือเด็กหนุ่มสาวในห้องโรงแรม คุณป้ารีดผ้า สลับกับข้อความจากเวบบอร์ดในเรื่องต่างๆ และคำอธิบายเกี่ยวกับสัตว์สงวนปรากฏเป็น text ซ้อนมา ใน ‘สถานต่างอากาศ’ เขาถ่ายภาพโฮมวีดีโอโดยใช้กล้องทุกรูปแบบที่หาได้ และในสารคดี ‘บางคนที่ตกค้างอยู่ในความทรงจำ’ เฉลิมเกียรติทำสารคดีเกี่ยวกับดอนเมือง โดยขึ้นเป็น text ให้ทุกคนอ่านจนจบ แนบบทสัมภาษณ์ในครึ่งแรก ก่อนที่ครึ่งหลังหนังจะเป็นเพียงภาพล้วนๆของการหวนหาอาลัย ทั้งสถานที่ ผู้คน ความทรงจำซึ่งในเวลาต่อมาเขาให้สัมภาษณ์ว่า เขาทำหนังเรื่องนี้เพราะในช่วงเวลานั้นพ่อกับแม่ของเขาได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิต ขณะเดียวกันหญิงสาวที่เขาเคยแอบชอบ มีความใฝ่ฝันจะเป็นแอร์โอสเตส หนังจึงกลายเป็นภาพของความทรงจำอันแสนหวาน แตกหักกับงานสารคดีที่ท้าทายขนบสารคดีในคราวเดียว และล่าสุดใน พิพิธภัณฑ์แห่งแสง เฉลิมเกียรติใช้ความมืดเป็นแก่นแกนหลักในการฉายภาพผู้คนที่พากันไปส่องไฟฉายดูพิพิธภัณฑ์แสงในความมืดมิด การเล่นซ้ำไปซ้ำมาของฟุตเตจเดิมสลับตำแหน่งแห่งที่ และความมืดอันเข้มข้น

อาจจะบอกได้ว่าเขาทำหนังประหลาด ที่ดูเหมือนคนทำหนังไม่เป็น การขึ้นข้อความแทนการลำดับภาพอาจทำให้ใครต่อใครพากันมองว่าหนังของเฉลิมเกียรตินั้นอ่อนด้อย หากสิ่งที่น่าสนใจในหนังของเฉลิมเกียรติก็คือการเล่นกับตัว text นั้นอยู่เอง ขอบเขตของ text ในสื่อภาพยนตร์ text ของเฉลิมเกียรติ เป็นทั้งผู้เล่า ในขณะเดียวกันก็รับหน้าที่ดึงคนดูออกจากการเล่า text ในฆาตรกรรมสวาท ทำหน้าที่บอกตำแหน่งแห่งที่ เล่าเรื่อง ขณะเดียวกันก็ยั่วล้อตัวมันเอง (เช่นการขึ้น text ให้เห็นว่านี่เป็นแผ่นผีจากร้านดีวีดี) ขณะที่ คำพิพากษา text สร้างเรื่องเล่าอีกชุดซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องกันกับภาพที่กำลังรับชมและไม่ได้มีหน้าที่สร้างเรื่องเล่าให้ภาพด้วยซ้ำ เป็นเพียงการปรากฏซ้อนของถนนสองสายที่มาบรรจบกันกลายเป็นการตีความใหม่ ก่อนที่มันจะไปสุดทางใน บางคนที่ตกค้างในความทรงจำ ที่เปิดเผยให้เห็นว่า text คือปัญหาที่ควรขจัดออกไป กล่าวให้ถูกต้องถ้า text ในหนังเฉลิมเกียรติคือตัวเล่าเรื่อง ซึ่งการเล่าเรื่องไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่คือปัญหากีดขวางการใช้ภาพของเขา

หนังของเฉลิมเกียรติมักชวนพิศวงงงวย มันมีความเป็นหนังการเมือง (หนังหลายเรื่องของเขาซ่อนนัยยะทางการเมืองไว้อย่างน่าสนใจ) แต่ก็มีความเป็นหนังทดลอง มีความเป็นหนังนักศึกษาที่ทำหนังไม่เป็น กับหนังของคนทำหนังที่พยายามไปให้พ้นจากกรอบข้อบังคับของความเป็นหนัง ระหว่างความอ่อนด้อยในการเล่ากับความกล้าหาญท้าทาย นั่นคือที่ที่หนังประหลาดของเฉลิมเกียติ กู่ก้องร้องบอกรักความทรงจำที่มีต่อผู้คน ภาพนิ่งเฉย และบรรยากาศลึกลับที่หาชมได้ยากยิ่ง

ความทรงจำเกี่ยวกับภัยใกล้ตัวของเจ้าหญิงนิทราที่ร้องคาราโอเกะเพลงบ้านทรายทองในร้านแถบหัวลำโพง

นี่คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังของจุฬญานนท์ ชายชราถ่ายรูปตัวเองที่สถานีรถไฟหัวลำโพง คนรับใช้ชาวพม่าห่อแหนม ผู้คนในบ้านพากันหลับใหลไปหมด วัตถุทรงกลมหน้ากล้องที่อาจจะมาจากแสงสะท้อน ข้อสอบที่เอามาขึ้นจอกันให้ลองทำเล่นๆ คาราโอเกะ และภาพขาวดำถ่ายชุมชนนางเลิ้ง ภาพของจุฬญานนท์ไม่อาจเป็นหลักประกันต่อเรื่องที่เขาเล่าได้จริงๆ หรอก เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูหนังของจุฬญานนท์คือการปะทะสังสรรค์ของจินตนาการจากภาพที่เรามองเห็นต่างหาก

เราอาจแบ่งหนังจุฬญานนท์คร่าวๆ ได้เป็นสองช่วง ในหนังช่วงแรกที่เขาทำสมัยอยู่มัธยมอย่าง หัวลำโพง หนังสังเกตการณ์ชายชราคนหนึ่งที่มาถ่ายภาพตัวเองที่หัวลำโพง บ้านทรายทอง เรื่องเล่ากึ่งสารคดีที่รีเมคบ้านทรายทองใหม่โดยใช้คนในครอบครัวของเขามาเป็นนักแสดง แล้วยังถ่ายทำอยู่ในบ้านของตัวเอง และ เจ้าหญิงนิทราที่เป็นเหมือนการบรรจบระหว่างหัวลำโพงกับ บ้านทรายทอง เมื่อเขาทำเพียงแค่แอบถ่ายชีวิตประจำวันของคนในบ้าน แอบถ่ายคนในครอบครัวนอนหลับ และปล่อยให้ผู้ชมร่างเรื่องราวขึ้นมาเองในหัว หนังในยุคนี้ของจุฬญานนท์เป็นภาพสังเกตที่สามัญ ภาพที่ปะปนระหว่างการแอบถ่ายกับการจัดเรื่องจัดราวนิดหน่อย (ในบ้านทรายทอง เขาให้คนรับใช้ชาวพม่ามารับบทพจมาน และเอาพ่อของเขาเองมาเล่นบทชายกลาง อาการประดักประเดิดเขินกล้องของตัวละครถูกบันทึกเอาไว้ด้วย และคนดูก็ต้องประดอบสร้างเองว่าใครเป็นใครในบ้านทรายทองนี้) ภาพการสังเกตของจุฬญานนท์ อาจดูเหมือนไม่มีอะไรพิสดารพันลึกแต่การทิ้งพื้นที่โดยมีลายแทงเป็นชื่อเรื่องทำให้ผู้ชมค่อยๆสานเสริมเติมต่อจินตนาการเกี่ยวกับเรื่องเล่าขึ้นมาเองจากภาพที่มี

ในช่วงเวลาต่อมาจุฬญานนท์เริ่มเข้าสู่การเป็นหนังทดลองมากขึ้น เริ่มจากงานกึ่งวีดีโออาร์ตอย่างวัตถุทรงกลมที่เพียงถ่ายแสงสะท้อนจากหน้ากล้อง จนมาถึง ภัยใกล้ตัว(ฉบับผู้กำกับ) หนังที่กล้าหาญร้ายกาจที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา หนังแสดงภาพความอึดอัดขัดข้องที่เขามีต่อระบบการศึกษาภาพยนตร์ในเมืองไทยด้วยการเอาหนังที่เขาทำส่งครูมาใส่คอมเมนต์ทั้งหมดทั้งหมดที่ครูคอมเมนท์มา ในทุกๆ ฉาก ตัวหนังสือข้อคอมเมนต์ของอาจารย์จะขึ้นมาชี้ช่องให้ผู้ชมเห็น ตัวหนังเป็นทั้งการตบตีต่อขนบของการทำหนังที่น่าเบื่อ คาดเดาได้ ในขณะเดียวกันมันคือการตอบโต้ต่อระบบการเรียนการสอนที่ปิดกั้นจินตนาการผู้คนอย่างร้ายกาจ หนังจบลงด้วยภาพรูปนักศึกษาของเขาเองที่ค่อยๆไหม้ไฟไปทีละน้อย

หนังในช่วงหลังของจุฬญานนท์ขยับขยายมาสู่แง่มุมทางการเมืองมากขึ้น คาราโอเกะเพลงแผ่เมตตาเป็นการแสดงมุมมองทางการเมืองต่อเสื้อสองสีที่หยิบมาเสียดสีได้อย่างขบขัน (แม้อาจจะชวนให้รู้สึกถึงความไร้เดียงสาอยู่บ้าง) หากใน แบบทดสอบวิชาการเมืองไทยร่วมสมัย จุฬญานนท์ก็ร้ายกาจพอจะโยนคำถามแสบทรวงใส่หน้าผู้ชมโดยการทำหนังให้เป็นเหมือนพาวเวอร์พอยท์ข้อสอบ ว่าด้วยการเมืองไทยร่วมสมัย ก่อนที่เขาจะทำสารคดีที่หนักหน่วง ร้ายกาจและทรงพลังอย่าง ประวัติย่อของความทรงจำ ใครคนอื่นอาจทำเรื่องเสื้อเหลือง เรื่องซ่าหริ่ม เรื่องเสื้อแดง แต่จุฬญานนท์กลับเลือกสัมภาษณ์แม่คนหนึ่งในชุมชนนางเลิ้ง (หนังทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลของชุมชนนางเลิ้ง) ที่ลูกชายของเธอถูกเสื้อแดงยิงตายในสงกรานต์เลือด ภาพของชุมชนนางเลิ้งสีขาวดำ ถูกสอดแทรกด้วยวัตถุทรงกลมประหลาดประดุขภาพวิญญาณล่องลอยไปมา ประกอบเสียงการสัมภาษณ์ที่หนักหน่วงตราตรึงทรงพลังซึ่ไม่ได้กล่าวโทษทางการเมืองต่อผู้ใด หากเป็นเสียงสัมภาษณ์ของหญิงคนหนึ่งที่เธอสูญเสียลูกเธอไปแล้ว นับเป็นการย้อนรอยทุกสีเสื้อได้อย่างกล้าหาญยิ่ง

กล่าวอย่างถึงที่สุดหนังของจุฬญานนท์ จึงเป็นภาพรวมของการทดลองทางภาพ การเปิดพื้นที่โล่งทางจินตนาการ ขณะเดียวกันก็แหลมคมในการวิพากษ์วิจารณ์จนเราต้องจับตาเขาไว้ให้แม่นมั่นจริงๆ


สุดถวิลหาคำพิพากษาอันเฟื่องฝันของแกะแดงในดวงจันทร์

วชร กัณหาเพิ่งทำหนังจริงจังได้ไม่กี่ปี แต่ในไม่กี่ปีที่ว่าเขากลับทำหนังออกมาจำนวนมาก ทั้งการไปช่วยคนอื่น ทำหนังของตัวเอง หรือไปเล่นหนังให้คนอื่น รวมไปรวมมาอาจจะเกือบสามสิบเรื่องและยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราเร่งที่น่าตื่นเต้น!

วชรทำมาหมดแล้ว หนังสยองขวัญฆาตกรโรคจิต หนังแอคชั่นยากูซ่าแบบญี่ปุ่น หนังดราม่า หนังรักวัยรุ่นเด็กแนว หนังสารคดี หนังการเมือง หนังทดลอง หนังบ้านๆ หนังไซไฟ วชรใช้ทรัพยากรที่หาได้ในการค้นลึกลงไปในโลกภาพยนตร์ด้วยตัวเขาเอง แม้หนังของวชร อาจจะไม่ใช่หนังที่มีโปรดักชั่นชั้นเลิศ และยังอาจะมีความหนืดหน่วงในการตัดต่อ ซ้ำยังแสดงภาพการร่อยหรอของทุนอออกมาอย่างชัดเจน แต่ยิ่งดูหนังของเขาไปเรื่อยๆ เราก็ยิ่งเห็นความพยายามอันน่าทึ่งของคนรักหนังที่จะทำความเข้าใจกับหนังแบบต่างๆ จากการเลียนแบบฉากแบบพื้นๆ ค่อยผสมกับความพลุ่งพล่านของตัวเขาเอง และก่อรูปเป็นหนังที่รสประหลาด ไม่กลมกล่อมแต่ก็ไม่ใช่รสชาติแบบที่เราจะหาได้ทั่วไป

วชรเป็นสมาชิกหนึ่งในสามของสำนักงานใต้ดิน กลุ่มเพื่อนที่รวมตัวกันทำหนังอย่างไม่บันยะบันยัง อีกสองคนที่เหลือของสำนักงานใต้ดินคือ ธีรนิต์ เสียงเสนาะ ธนิ ฐิติประวัติ หนังของพวกเขามีทั้งที่ช่วยกันทำ กำกับร่วม ผลัดกันเล่น จนถึงหนังเดี่ยวของแต่ละคน ด้วยปริมาณ และรสชาติในหนังเหล่านี้ เราพอจะบอกได้อย่างไม่ขัดเขินว่านี่คือกลุ่มคนทำหนังที่พลุ่งพล่านที่สุดกลุ่มหนึ่งของไทยในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้

ใน ‘เฟื่อง’หนังเรื่องดังที่สุดของพวกเขา เป็นหนังที่เหมาะเจาะกับการเปิดตัวให้รู้จักพวกเขา คนหนุ่มในห้องเช่ามืดๆ สุมหัวกันอ่านบทกวี ฟังเพลงร๊อค วาดรูป เล่นละคร เฟื่องแทบไม่ประนีประนอมต่อผู้ชม มันคือการประกาศการมาถึงของกลุ่มคนหนุ่มที่เร่าร้อนด้วยแรงปรารถนาทางศิลปะ สับสนอ่อนไหวต่อการเข้าใจโลก และพวกเขากำลังจะระเบิดพลังออกมา ใน ‘แกะแดง’ พวกเขาก็ทำแบบนั้นอีกเช่นกัน คนหนุ่มในห้องเช่าในวันที่มีการ ‘ขอคืนพื้นที่’จากผู้ชุมนุม แกะแดงพลุ่งพล่านไปด้วยความแค้นเคืองเคียดขึ้งที่พวกเขามีต่อเหตุบ้านการเมือง และพวกเขาเหวี่ยงทุกอย่างลงต่อหน้ากล้อง ระบายความเกรี้ยวกราดอย่างไม่ปรานีปราศรัย

หนังสองเรื่องนี้พอจะบอกเล่าภาพของสำนักงานใต้ดินได้เป็นอย่างดี ถึงที่สุดพวกเขาจะมีลีลาในการทำหนังที่แตกต่างกันไปและน่าตื่นเต้นไปคนละแบบก็ตามแต่ในที่นี่ขออนุญาติพูดถึงเฉพาะหนังของวชร แต่เพียงเท่านั้น

หนังของวชร มีตั้งแต่ BLUE BLANK หนังไซไฟเกี่ยวกับนักสืบที่ต้องขึ้นรถไฟไปลบความทรงจำ หนังสะท้อนนัยทางการเมืองเข้มข้นเช่นเดียวกับ เชลยแห่งความรัก ที่เอาจำเลยรักมาดัดแปลงแต่งเสริมให้เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่ล่ามโซ่หญิงสาวชุดแดงไว้ในห้องของโรงแรมตัสลับกับภาพของกะเทยนางหนึ่งร้องเพลงอยู่ในห้องปิดและซากปรักหักพัง ใน’พายายหมอนไปชมสวน’ วชรตัดสลับระหว่างภาพแอบถ่ายพ่อของเขาออกกำลังกาย ยายหมอนในสวนซึ่งเป็นพื้นที่รกร้างทิ้งขยะข้างบ้าน ตัดสลับกับการถ่ายวิดีโอชายคนหนึ่งที่แสดงตัวว่าเป็นนักรบต่อสู้เพื่อปาเลสไตน์

เลยพ้นไปจากหนังการเมือง วชร ทำหนังอย่าง ‘คำพิพากษาของความรัก’ หนังประหลาดว่าด้วยชายคนหนึ่งที่ฆาตกรรมชายคนรักของตนแล้วเอาไปฝังในป่า หนังมีทั้งส่วนที่เป็นหนังเท่ๆ แบบหว่องกาไว หนังมืดสนิทชวนผวาหวั่นแบบ เดวิด ลินช์ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงท้ายที่อบอุ่นงดงามและชวนสะพรึงเศร้าสร้อย ในขณะที่ ‘สุดถวิลหา’ อัดแน่นไปด้วยพลังของการไขว่คว้าทางศิลปะการตัดต่อแบบไม่ประนีประนอมระหว่างช็อต ภาพ ฉากหลังที่เป็นเอฟเฟคต์มลังเมลืองแบบบ้านๆ การสร้างภาพขึ้นจากเพลงที่บันดาลใจ มันคือการตัดต่อร่วมเอาแรงบันดาลใจซึ่งนิมิตมาในฐานะของภาพเคลื่อนไหว ปะทะกันอย่างเศร้าสร้อยเพราะถึงที่สุดมันคือการถวิลหาที่ไม่อาจคว้าไขว่ครอบครอง และใน ‘ประถมบทแห่งการเริ่มต้นใหม่ของฉัน’ แรงบันดาลใจอันเศร้าสร้อยของวชรก็ระเบิดออกมา เขาทำหนังเรื่องนี้ด้วยการเอาภาพทั้งหมดที่เหลืออยู่ใคอมพิวเตอร์ของเขาที่จู่ๆ ก็พังไปและทำให้สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดสูญดับไปด้วย เขาเอาภาพทั้งจากภาพประกอบโปรแกรมต่างๆในเครื่อง หรือภาพที่หลงเหลือมาอัดเข้าไว้ด้วยกันเพื่อแสดงความอาลัย ความโกรธแค้น และความโศกเศร้า ต่อการตายลงของความฝันอดีต และเฉลิมฉลองการเริ่มต้นใหม่

หนังของวชร อาจจะไม่ได้เป็นหนังที่หมดจดงดงาม แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีคือพลังอันเหลือล้น การไม่ประนีประนอมต่อแรงบันดาลใจของตนและการเปิดเปลือยความรักความใฝ่ฝัน จุดแข็งจุดอ่อน ความยากจน ความทะเยอทะยาน ของตนเองขึ้นจออย่างหมดเปลือก และไม่ว่าใครจะชอบหนังของเขาหรือไม่ก็คงไม่อาจปฏิเสธพลังอันพวยพุ่งในหนังของเขานี้

และนี่คือผู้กำกับทั้งสี่ เด็กหนุ่มทำหนังที่อาจยังไม่เป็นที่รู้จัก คนหนุ่มที่อาจจะไม่ใช่ผู้กำกับมือรางวัล คนทำหนังสั้นแสนสามัญที่ดิ้นรนแสดงภาพฉายของตนผ่านสื่อภาพยนตร์ หากพละกำลังของพวกเขา ความสร้างสรรค์ของพวกเขา และความกล้าหาญของพวกเขาก็เป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่ามันจะนำพาพวกเขาไปได้ถึงจุดไหน ในโปรเจ็คต์หนังโดมิโน่ที่พวกเขาต้องสานต่อกันและกัน สร้างสรรค์ร่วมกันมีข้อจำกัดและช่องทางสร้างสรรค์ร่วมกันนี้ ผู้เขียนขอเอาใจช่วยอย่างสุดตัว!

อย่าลืมร่วมบริจาคเงินร่วมสร้างหนังโดมิโน่ราคา 5 แสนบาทได้ที่นี่ http://dominofilm.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค "You Say You Want a Revolution: เปลี่ยนเถิดชาวไทย"

หลังจากฉายหนังของ เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง และ จุฬญาณนนท์ ศิริผล กันไปแล้วในเดือนก่อน ๆ คราวนี้งานเปลี่ยนเถิดชาวไทย ของ Chiangmai Now ก็ถึงคราวของนักทำหนังโดมิโน่อีกคน  คราวนี้คือคิวของ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค และงานฉายหนังสั้นเกือบทุกเรื่องของเขา

วันเสาร์ 4 มิถุนายน 2554 15.00-18.00 น.

ที่หอศิลป์ กรุงเทพ ฯ ชั้น 9 (ตรงข้ามมาบุญครอง)

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เรื่องของหมามองเครื่องบินและแผ่นดินแล้งรอฝน - ข่าวหนังโดมิโนใน Esquire พฤษภาคม 2011

ถึงขณะนี้ยังไม่มีคนแปลกหน้าบริจาคให้โครงการหนังโดมิโน่ ด้วยคงมองว่าหนังยังเป็นเรื่องการสนองตัณหาส่วนตัวของพวกอยากเด่นอยากดัง (ที่สามารถขายหนังเป็นสินค้าได้ทีหลังอีก) นี่หากเป็นกรณีของหมาโดนทำร้ายหรือเรื่องราษฎร์เรื่องหลวง และนักกีฬาเหรียญทองตกยาก มันคงไม่มาจบในรูปแบบนี้ 

เอาล่ะ โอกาสสุดท้าย ธนบัตรใบใดก็ได้ของคุณตั้งแต่ 20 บาท หรือ 100 บาท เรายินดีรับด้วยความซาบซึ้งแล้วกลืนอุดมคติหนัง 5 แสนบาท ต่อไปนี้เราจะหลุดพ้นจากข้อผูกมัดของยอดเงินและทำหนังโดยไม่เกี่ยงเงินทุน

ไม่ว่าคุณจะเป็นสื่อมวลชนหรือบุคคลธรรมดา ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องสนับสนุนเงินบริจาค ขอเพียงช่วยกันป่าวประกาศเป็นปากเสียงให้เรา ยิ่งหากคุณเคยดูหนังที่ ฟิล์มไวรัส จัด หรือเคยอ่านหนังสือ ฟิล์มไวรัส / บุ๊คไวรัส ที่เราทำ แล้วคุณยังนิ่งเฉยดูดาย ไม่เคยคิดแม้แต่จะส่งเสียงให้กำลังใจออกมาทั้งที่นี่หรือที่ไหน (เหมือนเช่นก่อน ๆ) ใครเล่าจะตอบได้เต็มปากว่าทำไมสังคมไทยไม่มีหนังสือแบบนี้ หนังแบบนั้น  

ประเด็นนี้ไม่รวมแค่เฉพาะเรา แต่ยังรวมถึงกิจกรรมทางศิลปะวัฒนธรรมทุกสาขา โดยเฉพาะกลุ่มละครเวทีอิสระที่อยู่ได้ทุกวันนี้อย่างยากเย็น เป็นไปได้อย่างไรที่ละครเวทีรอบหนึ่งมีคนดูแค่คนเดียวหรือสองคน สังคมที่แฟนเพลงไม่สนับสนุนกันเอง มันจะพบตอนจบแบบอื่นได้อย่างไร

ข่าวหนังโดมิโน่ได้ลงในนนิตยสาร Esquire พฤษภาคม 2011 
ปก Matthew McConnaughey
(ขอขอบคุณ วรัญญู อินทรกำแหง และกองบรรณาธิการ Esquire Thailand ไว้ ณ ที่นี้)

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แนะนำหนังของ 4 นักทำหนังโดมิโน่ ใน Vote


อ่าน บทความแนะนำหนังของ 4 นักทำหนังโดมิโน่
“ของเหลวแห่งแสงอันเป็นภัยใกล้ตัวของยายหมอน”
โดย Filmsick

ในนิตยสาร Vote ปักษ์หลัง พฤษภาคม - ปก ยิ่งลักษณ์ 
(และอ่านตอนต่อได้ในอีก 2 ฉบับข้างหน้า)

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทำไมโครงการหนังโดมิโน่ต้องเดินหน้าต่อไป

Werner Herzog พูดถึงเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องดิ้นรน 3- 4 ปี เข็นเรือข้ามภูเขาถ่ายหนังให้จบใน Fitzcarraldo ดีกว่าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร้ค่า

“ผมไม่ยอมหรอก ถ้าผมอยู่โดยไม่มีความฝัน ผมก็คงไม่ต่างจากฝูงวัวตามท้องทุ่ง ผมต้องอยู่หรือตายไปพร้อมโครงการนี้” 


จากสัมภาษณ์ในสารคดีเรื่อง Burden of Dreams (1982) ซึ่งท่านสามารถหาชมคลิปนี้ได้ในหนังปี 1993 ของ Abel Ferrara เรื่อง Dangerous Games (หรือ Snake Eyes) นำแสดงโดย Harvey Keitel และ Madonna

กระทั่ง 4 หนุ่มบอยแบนด์หนังโดมิโน่ ก็คงโวยว่าโอเวอร์แอ็คติ้งไปไหม สำหรับประโยคก่อนหน้านี้ และตามหลังจากนี้ (แล้วก็ไม่ได้หวังจะเปรียบตัวเองกับหนังเอพิคขนาด Fitzcarraldo ให้คนหมั่นไส้มากขึ้น) แต่สำหรับโครงการหนังโดมิโน่ก็เช่นกัน ไม่ว่าทุนสร้างเราจะมี 1 แสน หรือ 5 แสนบาท ทางผู้จัดก็จะต้องทำหนังเรื่องแรกให้จบไม่ว่าจะในรูปแบบ....หรือ ผลลัพธ์.....ชนิดไหนก็ตาม