ของเหลวแห่งแสงอันเป็นภัยใกล้ตัวของยายหมอน
โดย Filmsick
(บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Vote ติดต่อกัน 3 ฉบับระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2554)
แนวคิด Domino Effect = 4 ผู้กำกับวิ่งหนัง 4 x 100 ผลัดกัน แต่ง-ต่อ-เติม ทำหนังคนละเรื่องเดียวกัน
หัวใจของโดมิโน่ ฟิล์ม

Making a 4 x 100 Relay Run Film & Breath a New Life of the Text. Forget conventional film adaptation and re-create the magic of Anything Goes Cinema.* * * ครั้งแรกในประเทศไทยที่นักเขียนระดับแนวหน้า รวมใจลงแขกกับนักทำหนังสั้นแบบไม่เกรงใจสูตรคร่ำครึ ปฏิวัติการดัดแปลงวรรณกรรมรูปแบบใหม่ ให้เป็นการด้นเกมแห่งเสียงอักษรไหลสุดขอบจินตนาการภาพ ด้วยโจทย์ต้นเรื่องของนักเขียนที่จุดประกายให้คนทำหนังสั้น 4 คน ต่อ-แต่งเรื่องเล่าตามใจชอบ เกิดเป็นหนังยาว 2 ชั่วโมงในวงเงินเพียง 5 แสนบาท ท้าทายการสร้างหนังในระบบธุรกิจ เพราะทุกคนสามารถมีสิทธิ์สนับสนุนหนังโดมิโน่ ด้วยการร่วมบริจาคทุนสร้าง
วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ของเหลวแห่งแสงอันเป็นภัยใกล้ตัวของยายหมอน

ข้างบนนั่นไม่ใช่เรื่องย่อของหนังสั้นเรื่องใหม่ของใครทั้งสิ้น หากมันคือการจับเอาหนังสั้นจำนวนหนึ่งของผู้กำกับ 4 คนที่เรากำลังจะกล่าวถึงมายำร้อยเรียงรวมกัน แถมด้วยบางฉากบางตอนจากบทประพันธ์ของนักเขียนนามอุโฆษ 5 ท่าน คือ สุชาติ สวัสดิ์ศรี, แดนอรัญ แสงทอง, อุทิศ เหมะมูล, ปราบดา หยุ่น และ อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียนนามอุโฆษเหล่านี้ผู้ซึ่งจะมอบต้นฉบับมาเป็นหัวเชื้อในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์แบบโดมิโน อันหมายความว่าผู้กำกับทั้งสี่ (เจ้าของหนังสั้นที่เรายืมพล็อตมาเรียงใหม่ด้านบน) จะลงมือร้อยต่อเรื่องราวจากต้นทางสร้างขึ้นเป็นหนังส่วนแรกและส่งไม้ต่อไปให้ผู้กำกับคนต่อไปได้สานเรื่องเดิมต่อจนกลายเป็นหนังยาว 1 เรื่อง ภายใต้กรอบจำกัดของตัวละครชุดเดิม แต่เรื่องสามารถขยายออกไปได้หลากมิติ เราเรียกโปรเจคต์นี้กันสั้นๆ ว่า โดมิโปรเจ็คต์ ซึ่งทุกท่านสามารถอ่านเกี่ยวกับโปรเจ็คต์ดังกล่าว รวมถึงร่วมมือลงขันสนับสนุนโปรเจ็คต์นี้ได้ที่บล็อกนี้ http://dominofilm.blogspot.com/ หรือโทร ฟิล์มไวรัส – 086-490-6295, 02-925-0141
แต่หากประวัติของผู้กำกับที่คุณได้จากข้อมูลในบล็อกของโปรเจ็คต์ยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ ผมขออนุญาตรับหน้าที่ขยายความถึงความน่าสนใจของผู้กำกับแต่ละคนที่อาจจะไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน แต่ได้มาวนเวียนมีส่วนร่วมอยู่ในงานชิ้นนี้
ของเหลวที่หลั่งจากจักรวรรดิทางภาษาของชุติมา

ผู้หญิงและประเด็นทางเพศของเธอ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหนังของรัชฎ์ภูมิมาตลอด ตัวละครหญิงของเขาก้าวข้ามเส้นขีดแบ่งทางศีลธรรมอย่าสนุกสนานและไม่ยี่หระใน ‘Ma vie incomplet et inachevee’ ที่เล่าเรื่องแบบสุดกู่ ทั้งการมีเซ็กส์กันในครอบครัว การมีเซ็กส์ของเด็กและคนแก่ อาการวิปริตของผู้คนในครอบครัว แถมทั้งหมดยังมาในรูปอนิเมชั่นสีสันสดใส พากย์เสียงภาษาฝรั่งเศส ส่วน ‘ชุติมา’ มีพล็อตว่าด้วยสาวสกอยท์กับความเป็นหญิงขาย(ซื้อ)บริการและความเป็นแม่ของเธอ ส่วน ‘ออกเสียงไม่ได้ในจักรวรรดิทางภาษาของคุณ’ ก็ล้อเล่นกับพรมแดนของศิลปะและความเป็นหญิง กระทั่งใน ‘ของเหลวที่หลั่งจากกาย’ หนังยาวสำหรับจบการศึกษาของรัชฏ์ภูมิ ที่มีตัวละครหลักเป็นคู่รักเกย์ เรายังสามารถพบเจอตัวละครหญิงอย่างคุณหมอในชุดส่าหรีเก๋ไก๋ ที่ก้อร่อก้อติกคนไข้แบบเปิดเผยตรงไปตรงมา ไหนจะการ ‘แฉนางชี’ที่ทนทุกข์เพราะบังเกิดความใคร่ในสถานภาวนาอีกเล่า!

หากเลยพ้นไปจากหนัง ตัวหนังสั้นของรัชฏ์ภูมิยังเกาเกี่ยวอยู่กับสุนทรียศาสตร์พิศวงผิดที่ผิดทางอีกด้วย ในหนังของเขามีทั้งอาการแผ่นกระตุกโดยตั้งใจที่ส่งผลไปถึงชีวิตตัวละคร มีสิ่งประหลาดๆ อย่างเช่นการตัดต่อที่ไม่เนียนโดยจงใจให้เห็นว่าเป็นหนัง การที่ตัวละครพากันทำกิจกรรมพิลึกพิลั่น อย่างไร้ที่มาที่ไปไร้เหตุไร้ผล ไม่เกี่ยวข้ออันใดกับตัวเรื่อง หรือกระทั้งฉากแทรกสอดที่โผล่พรวดเข้ามากลางเรื่องแล้วจากไปโดยไม่บอกกล่าว (เช่นอยู่ดีๆกล้องก็ถ่ายตัวละครผ่านการเทน้ำใส่แก้วทีละน้อยจนเต็ม หรือการที่ภาพเขียนที่ฝาผนังเคลื่อนขึ้นลงไปมาซ้ายทีขวาทีในทุกครั้งที่มีการตัดต่อ) การแสดงให้เห็นว่าเป็นหนัง การเอาแน่เอานอนออะไรไม่ได้ การเอาแต่ใจในตัวเรื่องทำให้หนังของรัชฏ์ภูมิดูเหมือนจะจู่ๆ สร้างเรื่องเล่าซ้อนเป็นฟิล์มบางๆ อีกชั้นขึ้นเคลือบคลุมชั้นของตัวเรื่องเดิม นั่นคือการถามหาตำแหน่งแห่งที่ในความเป็น ‘แค่เรื่องเล่า’ ของตัวเรื่องเล่านั้นเอง
ฆาตรกรรมสวาทประหลาดเปรูทำให้ซาตานหายตัวไปในพิพิธภัณฑ์แห่งแสง


หนังของเฉลิมเกียรติมักชวนพิศวงงงวย มันมีความเป็นหนังการเมือง (หนังหลายเรื่องของเขาซ่อนนัยยะทางการเมืองไว้อย่างน่าสนใจ) แต่ก็มีความเป็นหนังทดลอง มีความเป็นหนังนักศึกษาที่ทำหนังไม่เป็น กับหนังของคนทำหนังที่พยายามไปให้พ้นจากกรอบข้อบังคับของความเป็นหนัง ระหว่างความอ่อนด้อยในการเล่ากับความกล้าหาญท้าทาย นั่นคือที่ที่หนังประหลาดของเฉลิมเกียติ กู่ก้องร้องบอกรักความทรงจำที่มีต่อผู้คน ภาพนิ่งเฉย และบรรยากาศลึกลับที่หาชมได้ยากยิ่ง
ความทรงจำเกี่ยวกับภัยใกล้ตัวของเจ้าหญิงนิทราที่ร้องคาราโอเกะเพลงบ้านทรายทองในร้านแถบหัวลำโพง

เราอาจแบ่งหนังจุฬญานนท์คร่าวๆ ได้เป็นสองช่วง ในหนังช่วงแรกที่เขาทำสมัยอยู่มัธยมอย่าง หัวลำโพง หนังสังเกตการณ์ชายชราคนหนึ่งที่มาถ่ายภาพตัวเองที่หัวลำโพง บ้านทรายทอง เรื่องเล่ากึ่งสารคดีที่รีเมคบ้านทรายทองใหม่โดยใช้คนในครอบครัวของเขามาเป็นนักแสดง แล้วยังถ่ายทำอยู่ในบ้านของตัวเอง และ เจ้าหญิงนิทราที่เป็นเหมือนการบรรจบระหว่างหัวลำโพงกับ บ้านทรายทอง เมื่อเขาทำเพียงแค่แอบถ่ายชีวิตประจำวันของคนในบ้าน แอบถ่ายคนในครอบครัวนอนหลับ และปล่อยให้ผู้ชมร่างเรื่องราวขึ้นมาเองในหัว หนังในยุคนี้ของจุฬญานนท์เป็นภาพสังเกตที่สามัญ ภาพที่ปะปนระหว่างการแอบถ่ายกับการจัดเรื่องจัดราวนิดหน่อย (ในบ้านทรายทอง เขาให้คนรับใช้ชาวพม่ามารับบทพจมาน และเอาพ่อของเขาเองมาเล่นบทชายกลาง อาการประดักประเดิดเขินกล้องของตัวละครถูกบันทึกเอาไว้ด้วย และคนดูก็ต้องประดอบสร้างเองว่าใครเป็นใครในบ้านทรายทองนี้) ภาพการสังเกตของจุฬญานนท์ อาจดูเหมือนไม่มีอะไรพิสดารพันลึกแต่การทิ้งพื้นที่โดยมีลายแทงเป็นชื่อเรื่องทำให้ผู้ชมค่อยๆสานเสริมเติมต่อจินตนาการเกี่ยวกับเรื่องเล่าขึ้นมาเองจากภาพที่มี
ในช่วงเวลาต่อมาจุฬญานนท์เริ่มเข้าสู่การเป็นหนังทดลองมากขึ้น เริ่มจากงานกึ่งวีดีโออาร์ตอย่างวัตถุทรงกลมที่เพียงถ่ายแสงสะท้อนจากหน้ากล้อง จนมาถึง ภัยใกล้ตัว(ฉบับผู้กำกับ) หนังที่กล้าหาญร้ายกาจที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา หนังแสดงภาพความอึดอัดขัดข้องที่เขามีต่อระบบการศึกษาภาพยนตร์ในเมืองไทยด้วยการเอาหนังที่เขาทำส่งครูมาใส่คอมเมนต์ทั้งหมดทั้งหมดที่ครูคอมเมนท์มา ในทุกๆ ฉาก ตัวหนังสือข้อคอมเมนต์ของอาจารย์จะขึ้นมาชี้ช่องให้ผู้ชมเห็น ตัวหนังเป็นทั้งการตบตีต่อขนบของการทำหนังที่น่าเบื่อ คาดเดาได้ ในขณะเดียวกันมันคือการตอบโต้ต่อระบบการเรียนการสอนที่ปิดกั้นจินตนาการผู้คนอย่างร้ายกาจ หนังจบลงด้วยภาพรูปนักศึกษาของเขาเองที่ค่อยๆไหม้ไฟไปทีละน้อย

กล่าวอย่างถึงที่สุดหนังของจุฬญานนท์ จึงเป็นภาพรวมของการทดลองทางภาพ การเปิดพื้นที่โล่งทางจินตนาการ ขณะเดียวกันก็แหลมคมในการวิพากษ์วิจารณ์จนเราต้องจับตาเขาไว้ให้แม่นมั่นจริงๆ
สุดถวิลหาคำพิพากษาอันเฟื่องฝันของแกะแดงในดวงจันทร์

วชรทำมาหมดแล้ว หนังสยองขวัญฆาตกรโรคจิต หนังแอคชั่นยากูซ่าแบบญี่ปุ่น หนังดราม่า หนังรักวัยรุ่นเด็กแนว หนังสารคดี หนังการเมือง หนังทดลอง หนังบ้านๆ หนังไซไฟ วชรใช้ทรัพยากรที่หาได้ในการค้นลึกลงไปในโลกภาพยนตร์ด้วยตัวเขาเอง แม้หนังของวชร อาจจะไม่ใช่หนังที่มีโปรดักชั่นชั้นเลิศ และยังอาจะมีความหนืดหน่วงในการตัดต่อ ซ้ำยังแสดงภาพการร่อยหรอของทุนอออกมาอย่างชัดเจน แต่ยิ่งดูหนังของเขาไปเรื่อยๆ เราก็ยิ่งเห็นความพยายามอันน่าทึ่งของคนรักหนังที่จะทำความเข้าใจกับหนังแบบต่างๆ จากการเลียนแบบฉากแบบพื้นๆ ค่อยผสมกับความพลุ่งพล่านของตัวเขาเอง และก่อรูปเป็นหนังที่รสประหลาด ไม่กลมกล่อมแต่ก็ไม่ใช่รสชาติแบบที่เราจะหาได้ทั่วไป
วชรเป็นสมาชิกหนึ่งในสามของสำนักงานใต้ดิน กลุ่มเพื่อนที่รวมตัวกันทำหนังอย่างไม่บันยะบันยัง อีกสองคนที่เหลือของสำนักงานใต้ดินคือ ธีรนิต์ เสียงเสนาะ ธนิ ฐิติประวัติ หนังของพวกเขามีทั้งที่ช่วยกันทำ กำกับร่วม ผลัดกันเล่น จนถึงหนังเดี่ยวของแต่ละคน ด้วยปริมาณ และรสชาติในหนังเหล่านี้ เราพอจะบอกได้อย่างไม่ขัดเขินว่านี่คือกลุ่มคนทำหนังที่พลุ่งพล่านที่สุดกลุ่มหนึ่งของไทยในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้

หนังสองเรื่องนี้พอจะบอกเล่าภาพของสำนักงานใต้ดินได้เป็นอย่างดี ถึงที่สุดพวกเขาจะมีลีลาในการทำหนังที่แตกต่างกันไปและน่าตื่นเต้นไปคนละแบบก็ตามแต่ในที่นี่ขออนุญาติพูดถึงเฉพาะหนังของวชร แต่เพียงเท่านั้น
หนังของวชร มีตั้งแต่ BLUE BLANK หนังไซไฟเกี่ยวกับนักสืบที่ต้องขึ้นรถไฟไปลบความทรงจำ หนังสะท้อนนัยทางการเมืองเข้มข้นเช่นเดียวกับ เชลยแห่งความรัก ที่เอาจำเลยรักมาดัดแปลงแต่งเสริมให้เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่ล่ามโซ่หญิงสาวชุดแดงไว้ในห้องของโรงแรมตัสลับกับภาพของกะเทยนางหนึ่งร้องเพลงอยู่ในห้องปิดและซากปรักหักพัง ใน’พายายหมอนไปชมสวน’ วชรตัดสลับระหว่างภาพแอบถ่ายพ่อของเขาออกกำลังกาย ยายหมอนในสวนซึ่งเป็นพื้นที่รกร้างทิ้งขยะข้างบ้าน ตัดสลับกับการถ่ายวิดีโอชายคนหนึ่งที่แสดงตัวว่าเป็นนักรบต่อสู้เพื่อปาเลสไตน์
เลยพ้นไปจากหนังการเมือง วชร ทำหนังอย่าง ‘คำพิพากษาของความรัก’ หนังประหลาดว่าด้วยชายคนหนึ่งที่ฆาตกรรมชายคนรักของตนแล้วเอาไปฝังในป่า หนังมีทั้งส่วนที่เป็นหนังเท่ๆ แบบหว่องกาไว หนังมืดสนิทชวนผวาหวั่นแบบ เดวิด ลินช์ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงท้ายที่อบอุ่นงดงามและชวนสะพรึงเศร้าสร้อย ในขณะที่ ‘สุดถวิลหา’ อัดแน่นไปด้วยพลังของการไขว่คว้าทางศิลปะการตัดต่อแบบไม่ประนีประนอมระหว่างช็อต ภาพ ฉากหลังที่เป็นเอฟเฟคต์มลังเมลืองแบบบ้านๆ การสร้างภาพขึ้นจากเพลงที่บันดาลใจ มันคือการตัดต่อร่วมเอาแรงบันดาลใจซึ่งนิมิตมาในฐานะของภาพเคลื่อนไหว ปะทะกันอย่างเศร้าสร้อยเพราะถึงที่สุดมันคือการถวิลหาที่ไม่อาจคว้าไขว่ครอบครอง และใน ‘ประถมบทแห่งการเริ่มต้นใหม่ของฉัน’ แรงบันดาลใจอันเศร้าสร้อยของวชรก็ระเบิดออกมา เขาทำหนังเรื่องนี้ด้วยการเอาภาพทั้งหมดที่เหลืออยู่ใคอมพิวเตอร์ของเขาที่จู่ๆ ก็พังไปและทำให้สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดสูญดับไปด้วย เขาเอาภาพทั้งจากภาพประกอบโปรแกรมต่างๆในเครื่อง หรือภาพที่หลงเหลือมาอัดเข้าไว้ด้วยกันเพื่อแสดงความอาลัย ความโกรธแค้น และความโศกเศร้า ต่อการตายลงของความฝันอดีต และเฉลิมฉลองการเริ่มต้นใหม่
หนังของวชร อาจจะไม่ได้เป็นหนังที่หมดจดงดงาม แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีคือพลังอันเหลือล้น การไม่ประนีประนอมต่อแรงบันดาลใจของตนและการเปิดเปลือยความรักความใฝ่ฝัน จุดแข็งจุดอ่อน ความยากจน ความทะเยอทะยาน ของตนเองขึ้นจออย่างหมดเปลือก และไม่ว่าใครจะชอบหนังของเขาหรือไม่ก็คงไม่อาจปฏิเสธพลังอันพวยพุ่งในหนังของเขานี้
และนี่คือผู้กำกับทั้งสี่ เด็กหนุ่มทำหนังที่อาจยังไม่เป็นที่รู้จัก คนหนุ่มที่อาจจะไม่ใช่ผู้กำกับมือรางวัล คนทำหนังสั้นแสนสามัญที่ดิ้นรนแสดงภาพฉายของตนผ่านสื่อภาพยนตร์ หากพละกำลังของพวกเขา ความสร้างสรรค์ของพวกเขา และความกล้าหาญของพวกเขาก็เป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่ามันจะนำพาพวกเขาไปได้ถึงจุดไหน ในโปรเจ็คต์หนังโดมิโน่ที่พวกเขาต้องสานต่อกันและกัน สร้างสรรค์ร่วมกันมีข้อจำกัดและช่องทางสร้างสรรค์ร่วมกันนี้ ผู้เขียนขอเอาใจช่วยอย่างสุดตัว!
อย่าลืมร่วมบริจาคเงินร่วมสร้างหนังโดมิโน่ราคา 5 แสนบาทได้ที่นี่ http://dominofilm.blogspot.com/
วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554
รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค "You Say You Want a Revolution: เปลี่ยนเถิดชาวไทย"

วันเสาร์ 4 มิถุนายน 2554 15.00-18.00 น.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)